Sanook.commenu

ผู้ชาย สุขภาพ เซ็กส์ แฟชั่นผู้ชาย ทรงผมชาย รูปสาวสวย ข่าววันนี้ บอลวันนี้ ผลบอล ดูทีวีออนไลน์ ฟังเพลงออนไลน์

Sanook! Men

เมนู

หน้า: 1

ชนิดกระทู้ ผู้เขียน กระทู้: เอก ศุภากร เด็กวัดร้อยล้าน เคล็ดลับ "สุภาพบุรุษรุ่นใหม่"  (อ่าน 2920 ครั้ง)
add
เรทกระทู้
« เมื่อ: 23 ส.ค. 13, 18:43 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
Send E-mail

แบ่งปันกระทู้นี้ให้เพื่อนคุณอ่านไหมคะ?

ปิดปิด
 
ศุภากร ประทีปถิ่นทอง เด็กวัดร้อยล้าน สุภาพบุรุษรุ่นใหม่ตัวจริง
‘เด็กวัด' คำนี้ทำให้คุณรู้สึกอย่างไร? แต่หากจะบอกว่าคนหนุ่มที่เห็นในรูปนี้มีฉายา ว่า ‘เด็กวัดร้อยล้าน' ความคิดของคุณจะเปลี่ยนไปไหม?

เพราะเขาคนนี้ไม่ได้เป็นแค่เด็กวัดธรรมดา ที่ตื่นเช้าเพื่อออกติดตามหลวงพี่ไปบิณฑบาต หรือช่วยงานวัดเมื่อจำเป็น แต่เขาอาศัยอยู่ที่วัดจริงๆ และได้ข้อคิดจากการพบเห็นคนที่เข้าออกวัดเพื่อปฏิบัติธรรม จนนำไปสู่ธุรกิจโรงงานสำเร็จรูปที่มีมูลค่ากว่า 100 ล้าน ด้วยอายุเพียง 23 ปี จะว่าโชคเข้าข้างก็อาจจะฟังดู เป็นนามธรรมเกินไปเมื่อเทียบกับประสบการณ์ชีวิตที่เป็นของจริง และดำเนินมาจนพบกับความสำเร็จในวันนี้

"ตั้งแต่เด็กผมถูกเลี้ยงมาในสภาพแวดล้อมที่ดี ถือว่าเป็นเด็กที่ โชคดี มีป๊ากับม๊า มีพี่น้องที่ดี มีครอบครัวที่มีความสุข แถมยังได้เจอกับ คนที่ดีๆ ไม่ว่าในการทำงานหรือเรื่องชีวิต ส่วนใหญ่คนที่เข้ามาในชีวิตจะมีแต่คนดีๆ อย่างหลวงพี่ท่านก็เป็นคนที่ให้โอกาสผมมาตลอด"

นี่คือบทสนทนาแรกที่เกิดขึ้นระหว่างการสัมภาษณ์ ‘เอก ศุภากร' คนหนุ่มที่มีฉายาว่า ‘เด็กวัดร้อยล้าน' เขามีพี่น้อง 5 คน พี่สาว 1 น้องสาว 2 น้องชาย 1 นั่นเท่ากับว่าตัวเขาเป็นลูกคนที่ 2 ของบ้าน ซึ่งในความเชื่อของคนจีนถือว่าเป็นลูกชายคนโต และอาจจะโชคดีตรงที่ได้รับการปลูกฝังจากคุณพ่อคุณแม่ในเรื่องความรักครอบครัว ซึ่งจุดนี้เขาได้ซึมซับและปฏิบัติตามมาโดยตลอด "ที่บ้านผมไม่ได้เลี้ยงด้วยเงินนะ บ้านผมฐานะปานกลาง ป๊ากับม๊าไม่มีโอกาสได้มาประคบประหงมลูก ผมยังน้อยใจเลย เกิดมาป๊าม๊าไม่เคยไปรับไปส่ง เห็นพ่อแม่คนอื่นเขามาส่งลูก แต่เราไม่เคยมีเลยนะ ถ้าไม่ขึ้นรถตู้ก็นั่งรถเมล์ไปโรงเรียนเอง เมื่อก่อนลำบากมาก เด็กๆ ที่บ้านเปิดร้านขายของชำ ป๊าจะสอนเสมอว่าถ้าอยากโตต้องทำธุรกิจด้วยตัวเองเท่านั้น เป็นลูกจ้างเขายังไงเราก็ไม่มีวันโต"

แล้วชีวิตพลิกผันไปอยู่วัดได้อย่างไร เรานึกสงสัย "เริ่มจากป๊ากับม๊าผมชอบเข้าวัดทำบุญ วันหนึ่งตอนอายุ 13 ก็พาลูก 5 คนไปทำบุญวันเข้าพรรษาที่วัดท่าไม้ ทุกคนเข้าไปกราบหลวงพี่อุเทนกันหมด แต่ผมขอนั่งดูทีวีรออยู่ในรถ ท่านก็บอกให้มาตามผม ไปถึงผมก็เข้าไปกราบท่าน พอเจอกันท่านพูดว่า "มาเป็นลูกศิษย์ มาเป็นน้องชาย ฉันไหม" ท่านบอกต่อว่าเห็นหน้าผมแล้วน่าจะเป็นคนที่สามารถจะส่งบุญต่อจากท่านได้ เพราะหลวงพี่เป็นคนที่ชอบทำบุญมาก ท่านสร้างมูลนิธิ สร้างถาวรวัตถุไว้เยอะมาก"



คำว่า ‘เด็กวัด' เรามักจะใช้เรียกเด็กที่ขาดโอกาส ในเมื่อฐานะทางบ้านไม่ได้มีปัญหา ทำไมถึงตัดสินใจไปอยู่วัด

"ผมรู้สึกดีนะที่คนอื่นเรียกผมว่าเด็กวัด คนทั่วไปอาจจะคิดว่าเด็กวัดต้องเป็นคนที่ลำบาก พ่อแม่ไม่มีเงินส่งเสียเลยมาฝากพระ ซึ่งที่บ้านผม ไม่ได้ขัดสนอะไร แต่พอวันหนึ่งมาเจอหลวงพี่แล้วมาเห็นท่านทำงานหนักเพื่อส่วนรวม ผมก็เกิดความคิดว่าอยากจะช่วยท่านให้ได้มากที่สุด

แต่ตอนนั้นผมยังเด็ก หลังจากที่ท่านชวน 1-2 เดือนผมจะมาสักครั้ง จน 2-3 ปีที่แล้ว ตอนนั้นผมอายุ 19 เพิ่งเข้าเรียนที่ศิลปากร (คณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร สาขานิเทศศาสตร์ เอกวารสาร- ศาสตร์และหนังสือพิมพ์) ลูกศิษย์ท่านคนหนึ่งออกไปทำธุรกิจส่วนตัว ผมเลยตั้งใจจะเข้าวัดมาช่วยงานหลวงพี่สัก 2-3 วัน แต่หลังจากนั้นกลายเป็นสัปดาห์ เดือน ปี อยู่มาเรื่อยๆ จนผมไม่รู้ตัว ผมไป-กลับวัดทุกวัน เย็นๆ จะเข้าไปกินข้าวกับครอบครัวก่อน เวลาบอกเพื่อนว่าอยู่วัดก็ไม่มีใคร เชื่อ เวลากลับเร็วก็หาว่าผมไปจีบสาว จนวันหนึ่งบังเอิญเขามาเจอผมที่วัด ถึงได้เชื่อว่าผมอยู่ที่วัดจริงๆ (ยิ้ม)"


จากอยู่วัดมาทำธุรกิจได้อย่างไร

"อย่างที่ป๊าสอนว่าอยากโตต้องทำธุรกิจด้วยตัวเองเท่านั้น ถ้าเป็นลูกจ้างเขายังไงก็ไม่มีวันโต ระหว่างเรียนช่วงประมาณปี 3 เทอม 2 ผมจึงพยายามมองหาธุรกิจที่เราจะทำได้ด้วยตัวเอง บวกกับการที่ผมได้มีโอกาสอยู่ใกล้หลวงพี่ มาหลายปี ผมได้เจอและรับฟังปัญหาของคนที่เข้ามาปรึกษาหลวงพี่อยู่ตลอด จนวันหนึ่งมีคนมาปรึกษาหลวงพี่ว่าเขามีเครื่องจักร มีเงิน แต่ไม่มีที่ทำมาหากิน ผมจึงเกิดไอเดีย เพราะตอนนั้นที่บ้านก็กำลังทำธุรกิจอสังหาฯ อยู่ บวกกับไปเห็นที่ดินผืนหนึ่งแถวๆ บ้าน มีพื้นที่ 10 ไร่ ราคาอยู่ที่ 20 ล้าน เขาติดป้ายขายไว้ ผมก็กลับมาบอกป๊า ป๊าก็บอกว่าเคยผ่านไปดูป๊าก็ชอบ"


ผมมองว่าทุกวันนี้ธุรกิจเป็นเรื่องของการแข่งขัน ถ้าเราเริ่มเร็ว รีบเดินเร็ว เราก็จะถึงเร็ว คิดแล้วทำเลย ผมคิดมาตลอดว่าการที่ผมได้อยู่ใกล้พระพุทธศาสนา ได้เกิดมาเป็นคนเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะเราไม่รู้ว่าชาติหน้าจะได้เกิดเป็นคนอีกหรือเปล่า เพราะฉะนั้นชีวิตหนึ่งใช้ให้เต็มที่ ถ้าผมปล่อยช่วงอายุ 23 แล้วไปทำตอนอายุ 30 ผมจะกลับมามองช่วง 23 ไม่ได้แล้วนะ เพราะเวลามันผ่านแล้วผ่านเลย แต่ถ้าผมเริ่มตอน 23 แล้ว ผิดพลาด อย่างน้อยตอนอายุ 30 คุณหันกลับมามองตอนอายุ 23 คุณก็จะได้รู้แล้วว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตบ้าง จะแก้ไขได้อย่างไร อย่าปล่อยให้เวลาเดินผ่านไปเสียเปล่า ถ้าคนทำงานจะรู้ว่าเงินทองไม่ใช่สิ่งที่มีค่า แต่เวลาเป็นสิ่งที่มีค่ามากกว่า"

เป้าหมายสูงสุดที่คุณวางไว้ในอนาคตคืออะไร

"ผมอยากส่งต่อธุรกิจนี้ไปให้คนอื่นๆ ทำ หมายถึงคนในครอบครัวหรือคนที่เขามีความสามารถ ถ้าผมมีลูกผมก็อยากจะรีบส่งต่อธุรกิจนี้ไปให้ลูกได้เรียนรู้ จะได้ทำงานเร็วๆ เพราะผมคิดว่าผมเป็นคนที่โชคดีตั้งแต่เด็กๆ ที่ได้รับโอกาสที่ดี มีป๊ากับม๊าที่คอยสอนและให้กำลังใจ มีหลวงพี่ที่ให้โอกาส ถ้าเกิดเราไม่ให้โอกาสคนอื่นเขาก็จะไม่มีโอกาสได้ทำในสิ่งที่เขารัก และในวันหนึ่งถ้าเขาสามารถต่อยอดโอกาสที่ได้รับ จะสำเร็จหรือไม่สำเร็จก็อีกเรื่องหนึ่ง แต่อย่างน้อยเราเป็นคนให้โอกาสเขาแล้ว เหมือนธุรกิจของผม ถ้ามันเจริญรุ่งเรืองแล้วผมยังถือครองไว้จนอายุประมาณ 60-70 ถึงตอนนั้นผมพักไม่ได้แล้ว ทิ้งก็ไม่ได้ ปล่อยก็ไม่ได้ แล้วชีวิตมันคืออะไร คือการทำงานเหรอ เพราะฉะนั้นผมจะใช้ชีวิตให้คุ้มค่าเท่าที่ตัวเองยังมีแรง เพราะถ้าส่งต่อเร็วผมก็จะได้พักเร็ว อีกเรื่องที่ผมได้จากหลวงพี่คือ ท่านจะบอกเสมอว่า ผมเป็นคนมีบุญที่ได้ทำงานวัด ได้อยู่ใกล้ชิดศาสนา และเรื่องที่ท่านสอนเสมอคือ ‘ความกตัญญู' เมื่อก่อนหลวงพี่ไม่ได้เรียนหนังสือเพราะต้องดูแลแม่ที่ป่วยเป็นอัมพาตตั้งแต่เด็กๆ ท่านจะเล่าถึงความลำบากของท่าน และที่ผมเห็นทุกวันคือ ท่านทำเพื่อ ส่วนรวมมาโดยตลอด ยังไงส่วนรวมต้องมาก่อน พี่น้องก็ต้องมาก่อน ซึ่งท่านพูดเหมือนป๊ากับม๊าผมเลย เพราะฉะนั้นไม่ว่าอะไรที่ทำให้ครอบครัวมีความสุข ผมยอมแลกได้ทุกอย่าง"

เท่าที่ฟังมาเหมือนเป็นคนที่ โชคดีมากไม่ว่าเรื่องอะไร เคยมีเรื่องที่พลาดหรือทำให้รู้สึกเสียใจบ้างไหม







บทสรุปขอจบตรงที่ว่า แม้ต้นทุนในชีวิตของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน แต่หากเราไม่ลืมผู้มีพระคุณและมีความกตัญญูเป็นที่ตั้ง ก็สามารถนำพาให้ชีวิตของเราก้าวเร็วกว่าคนอื่น เช่นเดียวกับคนหนุ่มใฝ่ดีที่รักดีคนนี้ี หรือคุณว่าไม่จริง!
นี่หล่ะสุภาพบุรุษรุ่นใหม่ตัวจริง
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Guest
ธรรมะ
เรทกระทู้
« ตอบ #1 เมื่อ: 29 พ.ย. 13, 15:17 น »
ตอบโดยอ้างถึงข้อความ
 
 q*031 ความจริงสังคมไทยน่าจะปลูกฝังเด็กโดยให้ไปอยู่วัดตั้งแต่เด็ก ปฏิบัติธรรมมะตอนเด็ก โตมาจะซึมซาบความดีไปโดยไม่รู้ตัว ไม่จำเป็นต้องรวยหรือจน แต่ส่วนใหญ่คนเคยอยู่วัดได้ดีทุกคน จากจนไปรวย ไม่โกงกิน ทำมาหากินโดยสุจริต เป็นใหญ่เป็นโตทุกคน q*062 q*062 q*064
noticeแจ้งลบความคิดเห็นนี้   บันทึกการเข้า
Tags:
Tags:  

หน้า: 1

 
ตอบ
ชื่อ:
 
แชร์ไป Facebook ด้วย
กระทู้:
ไอค่อนข้อความ:
ตัวหนาตัวเอียงตัวขีดเส้นใต้จัดย่อหน้าชิดซ้ายจัดย่อหน้ากึ่งกลางจัดย่อหน้าชิดขวา

 
 

[เพิ่มเติม]
แนบไฟล์: (แนบไฟล์เพิ่ม)
ไฟล์ที่อนุญาต: gif, jpg, jpeg
ขนาดไฟล์สูงสุดที่อนุญาต 200 KB : 4 ไฟล์ : ต่อความคิดเห็น
พิมพ์อักษรตามภาพ:
พิมพ์ตัวอักษรที่แสดงในรูปภาพ
 
:   Go
  • ข้อความของคุณอยู่ในกระทู้นี้
  • กระทู้ที่ถูกใส่กุญแจ
  • กระทู้ปกติ
  • กระทู้ติดหมุด
  • กระทู้น่าสนใจ (มีผู้ตอบมากกว่า 15 ครั้ง)
  • โพลล์
  • กระทู้น่าสนใจมาก (มีผู้ตอบมากกว่า 25 ครั้ง)
         
หากท่านพบเห็นการกระทำ หรือพฤติกรรมใด ๆ ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเสื่อมเสียแก่สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ รวมถึง การใช้ข้อความที่ไม่สุภาพ พฤติกรรมการหลอกลวง การเผยแพร่ภาพลามก อนาจาร หรือการกระทำใด ๆ ที่อาจก่อให้ผู้อื่น ได้รับความเสียหาย กรุณาแจ้งมาที่ แนะนำติชม